อาคารและโรงงานจำนวนไม่น้อยติดตั้งระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ครบตามแบบ แต่หลังส่งมอบงานแล้วก็แทบไม่มีใครเปิดดูอีก จนกระทั่งถึงวันที่ผู้ตรวจสอบอาคารมาตรวจ หรือวันที่เกิดเหตุจริงแล้วพบว่ามีอุปกรณ์บางตัวไม่ทำงาน แบตเตอรี่เสื่อม หรือโซนถูกปิดการทำงานค้างไว้ตั้งแต่ครั้งซ่อมครั้งก่อน เพราะระบบ Fire Alarm ไม่ได้พังให้เห็นชัดเจนเหมือนเครื่องจักรทั่วไป แต่เสื่อมลงอย่างเงียบๆ จากฝุ่นสะสม แรงดันแบตเตอรี่ที่ลดลง หรือสายสัญญาณที่หลวม ซึ่งจะรู้ก็ต่อเมื่อมีการทดสอบจริงเท่านั้น คำถามที่เจ้าของอาคารและฝ่ายซ่อมบำรุงถามบ่อยจึงเป็นเรื่องเดียวกันเสมอ คือต้องตรวจสอบระบบ Fire Alarm อะไรบ้าง ตรวจตามมาตรฐานไหน และต้องตรวจถี่แค่ไหนถึงจะถูกต้องตามกฎหมาย บทความนี้แยกให้เห็นชัดว่าความถี่ส่วนไหนเป็นข้อบังคับทางกฎหมาย และส่วนไหนเป็นแนวปฏิบัติตามมาตรฐาน เพราะสองเรื่องนี้มักถูกเข้าใจปนกัน

ทำไมต้องตรวจสอบระบบ Fire Alarm ก่อนเกิดเหตุจริง
ระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ประกอบด้วยหลายส่วนที่ต้องทำงานต่อเนื่องกันเป็นลูกโซ่ ตั้งแต่อุปกรณ์ตรวจจับ แผงควบคุม แบตเตอรี่สำรอง ไปจนถึงอุปกรณ์แจ้งเตือนเสียงและแสง หากจุดใดจุดหนึ่งเสื่อมสภาพ ระบบทั้งชุดก็อาจไม่ทำงานในวินาทีที่ต้องใช้จริง การตรวจสอบเป็นประจำจึงมีประโยชน์อย่างน้อย 3 ด้าน
- พบความผิดปกติก่อนเกิดเหตุ เช่น เครื่องตรวจจับควันที่มีฝุ่นเกาะจนไวเกินไปหรือช้าเกินไป แบตเตอรี่ที่จ่ายไฟสำรองไม่ได้ตามที่ควร หรือสายสัญญาณที่เริ่มหลุดหลวม
- ลดสัญญาณเตือนผิดพลาด (False Alarm) ที่ทำให้พนักงานเคยชินจนไม่สนใจเสียงเตือน หรือทำให้สายการผลิตต้องหยุดโดยไม่จำเป็น
- มีเอกสารยืนยันการปฏิบัติตามกฎหมายและข้อกำหนดของผู้รับประกันภัย เพราะรายงานการตรวจสอบเป็นหลักฐานว่าระบบถูกดูแลให้พร้อมใช้งานจริง
ตรวจสอบระบบ Fire Alarm ต้องดูอะไรบ้าง
การตรวจสอบที่ครบถ้วนไม่ได้ดูแค่หน้าจอแผงควบคุม แต่ต้องครอบคลุมทุกองค์ประกอบของระบบ ตารางด้านล่างสรุปสิ่งที่ควรตรวจในแต่ละส่วน
| ส่วนของระบบ | ตรวจสอบ |
| แผงควบคุม (Fire Alarm Control Panel) | สถานะปกติ ไม่มีสัญญาณ Fault หรือ Disabled ค้างอยู่ ไฟแสดงสถานะ เสียงเตือน และปุ่มควบคุมใช้งานได้ ประวัติเหตุการณ์ (Event Log) ไม่มีเหตุผิดปกติที่ถูกปล่อยผ่าน |
| เครื่องตรวจจับควันและความร้อน | ไม่มีฝุ่น สิ่งกีดขวาง หรือผ้าคลุมที่ลืมถอดหลังงานก่อสร้าง ตำแหน่งติดตั้งไม่ถูกบดบังจากผนังหรือฝ้าใหม่ ทดสอบการตอบสนองจริงและส่งสัญญาณถึงแผงควบคุมได้ |
| จุดกดแจ้งเหตุด้วยมือ (Manual Call Point) | สภาพภายนอกไม่ชำรุด ไม่ถูกบังด้วยของวาง ทดสอบการกดแล้วแผงควบคุมแสดงตำแหน่งถูกต้อง |
| อุปกรณ์แจ้งเตือน (กระดิ่ง ไซเรน ไฟกระพริบ) | เสียงดังชัดเจนและไฟกระพริบเห็นได้ทั่วถึงในทุกชั้นและทุกโซน โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีเสียงรบกวนสูง |
| แหล่งจ่ายไฟและแบตเตอรี่สำรอง | แรงดันเพียงพอ ไม่มีการรั่วซึมหรือบวม ขั้วต่อแน่น ทดสอบการทำงานเมื่อไฟหลักดับและเมื่อไฟกลับมาปกติ |
| วงจรสายสัญญาณ (Loop) และระบบกราวด์ | การสื่อสารระหว่างอุปกรณ์หน้างานกับแผงควบคุมต่อเนื่อง ไม่มี Ground Fault หรือสายขาด |
| การทำงานร่วมกับระบบอื่น | การสั่งการลิฟต์ พัดลมอัดอากาศ ประตูกันไฟ ระบบประกาศ และสัญญาณจากระบบสปริงเกลอร์ (Flow Switch) ทำงานตรงตามที่ออกแบบ |
| ไฟทางออกและไฟฉุกเฉิน | สว่างปกติและจ่ายไฟสำรองได้ตามเวลาที่กำหนด |
ขั้นตอนตรวจสอบระบบ Fire Alarm แบบเป็นลำดับ
การตรวจสอบที่ปลอดภัยและไม่ก่อให้เกิดเหตุผิดพลาดควรทำเป็นลำดับ ไม่ใช่เดินกดทดสอบอุปกรณ์ไปเรื่อยๆ
- แจ้งผู้เกี่ยวข้องล่วงหน้า ทั้งผู้ใช้อาคาร เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย และศูนย์เฝ้าระวังภายนอก (ถ้ามี) เพื่อไม่ให้เกิดการอพยพหรือการแจ้งหน่วยดับเพลิงโดยไม่ตั้งใจ
- ตรวจสถานะแผงควบคุมก่อน บันทึกสัญญาณ Fault หรือโซนที่ถูกปิดการทำงานไว้ เพราะเป็นจุดที่มักพบปัญหาค้างมาจากครั้งก่อน
- ทดสอบเครื่องตรวจจับ ตามวิธีที่เหมาะกับชนิดของอุปกรณ์ (ควันหรือความร้อน) และดูว่าแผงควบคุมแสดงตำแหน่งที่ถูกต้อง
- ทดสอบจุดกดแจ้งเหตุด้วยมือ และตรวจสภาพภายนอก
- ทดสอบอุปกรณ์แจ้งเตือน ให้ครอบคลุมทุกชั้นทุกโซน และฟังเสียงจากจุดที่ไกลที่สุดของพื้นที่
- ตรวจแหล่งจ่ายไฟและแบตเตอรี่ รวมถึงทดสอบการสลับไปใช้ไฟสำรองเมื่อไฟหลักดับ
- ทดสอบการทำงานร่วมกับระบบอื่น เช่น ลิฟต์ ประตูกันไฟ และสัญญาณจากระบบสปริงเกลอร์ พร้อมตรวจสอบการส่งสัญญาณไปยังศูนย์เฝ้าระวัง
- คืนสถานะระบบให้ปกติ รีเซ็ตแผงควบคุม เปิดโซนหรืออุปกรณ์ที่ถูกปิดไว้ระหว่างทดสอบกลับมา และแจ้งผู้เกี่ยวข้องว่าการทดสอบสิ้นสุดแล้ว
- จัดทำรายงานการตรวจสอบ ระบุวันที่ รายการที่ตรวจ ผลการทดสอบ รูปภาพประกอบ ข้อเสนอแนะ และชื่อผู้รับผิดชอบ
ความถี่ในการตรวจสอบ Fire Alarm ตามกฎหมาย กับตามมาตรฐาน ต่างกันอย่างไร
การตรวจสอบระบบ Fire Alarm มักเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่ามีรอบกำหนดเดียวตามกฎหมาย ทั้งที่ในความเป็นจริงแบ่งออกเป็น 2 ชั้น คือข้อบังคับทางกฎหมายเพื่อความปลอดภัยขั้นต่ำ และมาตรฐานทางวิศวกรรมสากลที่กำหนดความถี่ถี่กว่าเพื่อให้ระบบพร้อมใช้งานจริง
ชั้นที่ 1 ข้อบังคับตามกฎหมาย
เป็นการตรวจสอบตามข้อบังคับตามกฎหมายที่ครอบคลุมเรื่องการตรวจสอบสภาพอาคารและการดูแลระบบให้พร้อมใช้งาน
- อาคารที่ต้องมีผู้ตรวจสอบอาคาร ตามกฎหมายควบคุมอาคาร (ครอบคลุมอาคารประเภทต่างๆ เช่น อาคารสูง อาคารขนาดใหญ่พิเศษ อาคารชุมนุมคน โรงแรม โรงงาน และอาคารชุด ตามเกณฑ์ที่กฎกระทรวงกำหนด) ต้องให้ผู้ตรวจสอบที่ขึ้นทะเบียนตรวจสภาพอาคารและระบบประกอบอาคารเป็นประจำทุกปี และมีการตรวจสอบใหญ่ทุก 5 ปี ซึ่งรายการที่ตรวจรวมถึงระบบสัญญาณแจ้งเหตุเพลิงไหม้ด้วย
- สถานประกอบกิจการที่มีลูกจ้าง ตามกฎกระทรวงว่าด้วยการป้องกันและระงับอัคคีภัย พ.ศ. 2555 นายจ้างต้องดูแลระบบให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย และต้องจัดให้ลูกจ้างซ้อมดับเพลิงและซ้อมอพยพหนีไฟอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง สถานประกอบกิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปยังต้องมีแผนป้องกันและระงับอัคคีภัยที่ครอบคลุมการตรวจตราด้วย
ชั้นที่ 2 แนวปฏิบัติตามมาตรฐาน
เช่น มาตรฐาน วสท. และ NFPA 72 ซึ่งกำหนดวิธีและความถี่ในการตรวจสอบ ทดสอบ และบำรุงรักษาอุปกรณ์แต่ละประเภทโดยละเอียด กฎหมายไม่ได้ระบุว่าต้องทดสอบเครื่องตรวจจับทุกกี่เดือน แต่การทำตามมาตรฐานเหล่านี้เป็นหลักฐานที่ผู้ตรวจสอบอาคารและบริษัทประกันใช้ประเมินว่าอาคารดูแลระบบได้เพียงพอหรือไม่ ตารางด้านล่างสรุปความถี่ที่ผู้ให้บริการส่วนใหญ่ใช้เป็นแนวทาง
| ความถี่ | ผู้ดำเนินการ | ตรวจสอบ | ที่มา |
| รายเดือน | เจ้าหน้าที่อาคารหรือฝ่ายความปลอดภัย | ตรวจสถานะแผงควบคุม ไฟแสดงสถานะ แบตเตอรี่ ไฟฉุกเฉิน และดูสภาพภายนอกของเครื่องตรวจจับกับจุดกดแจ้งเหตุ | แนวปฏิบัติ |
| ทุก 3-6 เดือน | ช่างหรือผู้ให้บริการที่มีความเชี่ยวชาญ | ทดสอบเครื่องตรวจจับบางส่วนในแต่ละโซน ทดสอบอุปกรณ์แจ้งเตือน วงจรสื่อสาร และการทำงานร่วมกับระบบอื่น | แนวปฏิบัติ (ช่วงเวลาขึ้นกับนโยบายอาคารและมาตรฐานที่ใช้อ้างอิง) |
| รายปี | ผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ตรวจสอบอาคาร | ทดสอบเครื่องตรวจจับครบทุกตัว ทำความสะอาดหัวตรวจจับ ตรวจแหล่งจ่ายไฟ แบตเตอรี่ ระบบกราวด์ การเชื่อมต่อกับระบบดับเพลิงและศูนย์เฝ้าระวัง พร้อมออกรายงาน | ข้อบังคับสำหรับอาคารที่ต้องมีผู้ตรวจสอบ และเป็นแนวปฏิบัติสำหรับอาคารอื่น |
| ทุก 5 ปี | ผู้ตรวจสอบอาคารที่ขึ้นทะเบียน | การตรวจสอบใหญ่ตามกฎหมายควบคุมอาคาร | ข้อบังคับตามกฎหมาย |
| ปีละ 1 ครั้ง | นายจ้างและลูกจ้างทุกคน | ซ้อมดับเพลิงและซ้อมอพยพหนีไฟ | ข้อบังคับตามกฎหมายสำหรับสถานประกอบกิจการที่มีลูกจ้าง |
หากอาคารของคุณยังไม่แน่ใจว่าเข้าข่ายอาคารที่ต้องมีผู้ตรวจสอบหรือไม่ ควรสอบถามเจ้าพนักงานท้องถิ่นหรือวิศวกรผู้ตรวจสอบอาคารโดยตรง เพราะเกณฑ์ขึ้นกับประเภท ขนาด และการใช้งานของอาคาร และข้อกฎหมายอาจมีการปรับปรุงเป็นระยะ ข้อมูลในบทความนี้เป็นการสรุปเบื้องต้น ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมาย
มาตรฐานที่ใช้อ้างอิงในการตรวจสอบระบบ Fire Alarm
- มาตรฐานระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ของ วสท. (วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย) ใช้เป็นเกณฑ์หลักสำหรับการออกแบบ ติดตั้ง และตรวจรับระบบในอาคารไทย
- NFPA 72 (National Fire Alarm and Signaling Code) มาตรฐานสากลที่มีหมวดว่าด้วยการตรวจสอบ ทดสอบ และบำรุงรักษาระบบโดยเฉพาะ กำหนดวิธีทดสอบและความถี่แยกตามชนิดอุปกรณ์
- EN 54 ชุดมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของยุโรปสำหรับอุปกรณ์ในระบบ เช่น เครื่องตรวจจับ แผงควบคุม และอุปกรณ์แจ้งเตือน ใช้ตรวจสอบว่าอุปกรณ์ได้มาตรฐานตั้งแต่ต้น
ฉบับของมาตรฐานและข้อกำหนดละเอียดของแต่ละหมวดอาจต่างกันตามปีที่ประกาศใช้ ผู้ตรวจสอบควรระบุให้ชัดในรายงานว่าอ้างอิงมาตรฐานฉบับใด
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการตรวจสอบระบบ Fire Alarm
- ตรวจแค่หน้าแผงควบคุมแต่ไม่ทดสอบอุปกรณ์จริง ทำให้ไม่รู้ว่าเครื่องตรวจจับแต่ละตัวส่งสัญญาณได้หรือไม่
- ลืมเปิดโซนหรืออุปกรณ์ที่ปิดไว้ระหว่างซ่อมหรือทดสอบ ทำให้ระบบบางส่วนไม่ทำงานโดยที่ไม่มีใครรู้
- ปล่อยให้เครื่องตรวจจับยังมีผ้าคลุมจากงานก่อสร้างหรือตกแต่ง หรือติดตั้งฝ้าและผนังใหม่บังตำแหน่งเดิมโดยไม่ย้ายอุปกรณ์
- ไม่เปลี่ยนแบตเตอรี่ตามอายุ เพราะมองว่ายังชาร์จติดอยู่ ทั้งที่ความจุจริงอาจลดลงมากเมื่อไฟหลักดับ
- ไม่จัดทำหรือไม่เก็บรายงาน ทำให้ไม่มีหลักฐานเมื่อผู้ตรวจสอบหรือบริษัทประกันขอดู
ตรวจสอบเองหรือจ้างผู้เชี่ยวชาญ เลือกแบบไหนดี
การตรวจรายเดือนที่เป็นการดูสถานะและสภาพภายนอก เจ้าหน้าที่อาคารที่ได้รับการอบรมสามารถทำได้เอง แต่การทดสอบเชิงลึก เช่น ทดสอบเครื่องตรวจจับครบทุกตัว ทดสอบการทำงานร่วมกับระบบอื่น และการออกรายงานเพื่อใช้ยื่นหน่วยงานหรือบริษัทประกัน ควรให้ช่างหรือวิศวกรที่มีความเชี่ยวชาญด้านระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้เป็นผู้ดำเนินการ เพราะต้องมีเครื่องมือเฉพาะและเข้าใจการทำงานของแผงควบคุมแต่ละยี่ห้อ
สำหรับอาคารหรือโรงงานที่ต้องการให้มีคนดูแลต่อเนื่อง บริการตรวจสอบระบบ Fire Alarm ของ Grand Elite Supplies ครอบคลุมตั้งแต่ตรวจแผงควบคุม เครื่องตรวจจับ แบตเตอรี่ ไปจนถึงอุปกรณ์แจ้งเตือน พร้อมออกรายงานผลการตรวจเพื่อใช้เป็นหลักฐาน และมีบริการซ่อมปรับปรุงกรณีพบอุปกรณ์ชำรุด สอบถามเพิ่มเติมได้ที่โทร 061-789-1469
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ตรวจสอบระบบ Fire Alarm ต้องทำปีละกี่ครั้งตามกฎหมาย
อาคารที่เข้าข่ายต้องมีผู้ตรวจสอบอาคารต้องตรวจสอบสภาพอาคารและระบบประกอบอาคารเป็นประจำทุกปี และตรวจสอบใหญ่ทุก 5 ปี ส่วนสถานประกอบกิจการที่มีลูกจ้างต้องดูแลระบบให้พร้อมใช้งานและซ้อมอพยพอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ความถี่ในการทดสอบอุปกรณ์รายตัวเป็นแนวปฏิบัติตามมาตรฐาน ไม่ได้ระบุเป็นตัวเลขในกฎหมายโดยตรง
เจ้าหน้าที่อาคารตรวจ Fire Alarm เองได้ไหม
ตรวจเบื้องต้นรายเดือนได้ เช่น ดูสถานะแผงควบคุมและสภาพอุปกรณ์ แต่การทดสอบเชิงลึกและการออกรายงานเพื่อใช้ยื่นหน่วยงานควรให้ผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ตรวจสอบอาคารที่ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ดำเนินการ
แผงควบคุมขึ้นสัญญาณ Fault ค้างอยู่ ควรทำอย่างไร
ไม่ควรรอรอบตรวจถัดไป ควรบันทึกข้อความที่แผงแสดง แจ้งช่างเพื่อหาสาเหตุและแก้ไขโดยเร็ว เพราะสัญญาณ Fault อาจหมายถึงอุปกรณ์บางส่วนไม่สามารถส่งสัญญาณถึงแผงควบคุมได้ในช่วงนั้น
ทดสอบ Fire Alarm แล้วจะทำให้เกิดการอพยพหรือแจ้งดับเพลิงโดยไม่ตั้งใจไหม
มีโอกาสเกิดได้หากไม่แจ้งล่วงหน้าหรือไม่ได้ปิดการส่งสัญญาณไปยังศูนย์เฝ้าระวังและระบบที่เกี่ยวข้อง จึงควรแจ้งผู้ใช้อาคารและผู้เกี่ยวข้องก่อนเริ่มทดสอบ และกำหนดขั้นตอนการคืนสถานะระบบหลังทดสอบเสร็จทุกครั้ง
รายงานตรวจสอบ Fire Alarm ควรมีอะไรบ้าง
อย่างน้อยควรมีวันที่ตรวจ รายการอุปกรณ์ที่ทดสอบ ผลการทดสอบ ข้อบกพร่องที่พบพร้อมรูปประกอบ ข้อเสนอแนะ มาตรฐานที่ใช้อ้างอิง และชื่อผู้รับผิดชอบ เพื่อให้ใช้เป็นหลักฐานกับผู้ตรวจสอบอาคาร หน่วยงานรัฐ และบริษัทประกันได้

