หลายอาคารเริ่มติดตั้ง Smoke Detector ตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัย ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการบริหารความเสี่ยงอัคคีภัยในอาคาร อย่างไรก็ตาม ลักษณะของควันที่เกิดขึ้นจริงในแต่ละพื้นที่อาจแตกต่างกันไปตามการใช้งานและสภาพแวดล้อม เช่น ควันที่เกิดจากเฟอร์นิเจอร์ไหม้ช้า ควันจากการประกอบอาหาร หรือควันอนุภาคเล็กที่เกิดจากความผิดปกติของอุปกรณ์ไฟฟ้า การทำความเข้าใจว่าพื้นที่หนึ่ง ๆ มีแนวโน้มพบควันลักษณะใดบ่อยที่สุด จึงช่วยให้การเลือกและติดตั้ง Smoke Detector มีความแม่นยำและเหมาะสมกับการใช้งานมากขึ้น
ในความเป็นจริง ควันจากไฟไหม้สามารถมีได้ทั้งลักษณะควันหนาที่ลอยตัวช้า และควันอนุภาคละเอียดที่ลอยเร็วและกระจายตัวได้ไกล โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีวัสดุที่ติดไฟง่ายหรือมีการใช้งานอุปกรณ์ไฟฟ้าต่อเนื่อง ความแตกต่างของควันเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อการทำงานของเซนเซอร์แต่ละประเภท และเป็นปัจจัยสำคัญในการพิจารณาเลือกอุปกรณ์ให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่จริง
หากมองในภาพรวม ลักษณะควันที่เกิดในอาคารมักสัมพันธ์กับปัจจัยหลัก ๆ ดังนี้
- ลักษณะกิจกรรมในพื้นที่: เช่น การประกอบอาหาร การเก็บรักษาสินค้า การใช้งานพื้นที่สำนักงาน หรือการผลิตในสายงานอุตสาหกรรม
- ชนิดของวัสดุและของตกแต่ง: เช่น เฟอร์นิเจอร์บุผ้า วัสดุปูพื้น วัสดุบรรจุภัณฑ์ หรือวัสดุที่ติดไฟได้ง่าย
- รูปแบบการใช้งานอุปกรณ์ไฟฟ้า: เช่น การใช้งานอุปกรณ์ต่อเนื่องเป็นเวลานาน จุดต่อสายไฟจำนวนมาก หรืออุปกรณ์ที่มีการระบายความร้อนจำกัด
- การไหลเวียนอากาศภายในพื้นที่: เช่น ตำแหน่งช่องลม ระบบปรับอากาศ พัดลมดูดอากาศ และแนวทางการเคลื่อนที่ของอากาศภายในห้อง
- ลักษณะโครงสร้างและรูปทรงพื้นที่: เช่น ความสูงเพดาน การมีฝ้า ท่อ หรือคานจำนวนมาก ช่องเปิดระหว่างห้อง หรือพื้นที่ที่ควันอาจสะสมได้ง่าย
การพิจารณาปัจจัยเหล่านี้ช่วยให้เจ้าของอาคาร วิศวกรระบบ และทีม Facility เห็นภาพรวมของพฤติกรรมควันที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในแต่ละโซนได้ชัดเจนขึ้น และใช้เป็นข้อมูลตั้งต้นในการเลือกชนิดของ Smoke Detector การกำหนดตำแหน่งติดตั้ง และการวางแผนบำรุงรักษาให้เหมาะสมกับลักษณะพื้นที่
บทความนี้จึงมุ่งนำเสนอแนวคิดด้านวิศวกรรมอัคคีภัยในลักษณะที่เข้าใจง่าย โดยเชื่อมโยงจากลักษณะของควันและปัจจัยแวดล้อมในอาคาร ไปสู่การออกแบบและดูแลระบบ Fire Alarm ให้สามารถรองรับเหตุฉุกเฉินได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทำความเข้าใจลักษณะของควัน เพื่อเลือกเซนเซอร์ให้ถูกประเภท
ก่อนจะตอบคำถามว่าอาคารของเราควรใช้ Smoke Detector แบบไหน สิ่งที่ต้องเข้าใจก่อนคือ ไฟไหม้แบบไหนเกิดขึ้นบ่อยที่สุดในพื้นที่นั้น เพราะชนิดของไฟไหม้จะกำหนดลักษณะของควันโดยตรง
ในงานวิศวกรรมอัคคีภัยมักแบ่งลักษณะการเผาไหม้ออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ ซึ่งนำไปสู่พฤติกรรมควันที่แตกต่างกันชัดเจน ได้แก่ ไฟที่คุกรุ่นช้า (Smoldering) และไฟที่ลุกลามรวดเร็ว (Flaming)
1.ควันแบบ Smoldering (ควันหนา ลอยช้า อนุภาคใหญ่)ไฟแบบคุกรุ่นช้ามักเริ่มจากวัสดุที่ติดไฟไม่เร็ว เช่น ผ้า ฟองน้ำ เบาะโซฟา ที่นอน หรือเฟอร์นิเจอร์บุผ้า เปลวไฟในช่วงแรกอาจยังไม่เห็นชัด แต่ควันจะเริ่มสะสมในห้องก่อน มีลักษณะค่อนข้างหนา อนุภาคใหญ่ และลอยตัวช้ากว่าที่หลายคนคิด จึงมักกระจุกตัวอยู่ในระดับต่ำหรือกลางห้องระยะหนึ่งก่อนจะลอยถึงเพดาน หากไม่มีใครสังเกตจากกลิ่นหรือได้รับสัญญาณเตือนเสียก่อน ไฟสามารถลุกลามกินพื้นที่วงกว้างได้ในจังหวะที่ทุกคนรู้ตัวช้าไปหนึ่งก้าว
2.ควันแบบ Flaming (ควันอนุภาคละเอียด ลอยเร็ว มักมาพร้อมอุณหภูมิสูง)
ไฟลุกเร็ว (Flaming Fire) มักเกี่ยวข้องกับเชื้อเพลิงที่ติดไฟง่ายหรือระบบไฟฟ้าที่มีปัญหา เช่น สายไฟไหม้ในฝ้า แผงวงจรหรือแผงคอนโทรลที่ลัดวงจร กองเอกสารจำนวนมากในห้องเก็บของ เมื่อเกิดการลุกไหม้ ควันที่เกิดขึ้นมักเป็นอนุภาคขนาดเล็ก ลอยตัวเร็ว บางครั้งดูเหมือนหมอกบาง ๆ มากกว่าจะเป็นควันหนา แต่สามารถทำให้อุณหภูมิในห้องสูงขึ้นรวดเร็วและสร้างความเสียหายได้ในเวลาไม่นาน
ลักษณะของควันจากไฟไหม้เป็นตัวกำหนดโดยตรงว่าควรใช้ Smoke Detector ประเภทใด เช่น ห้องพักที่มีเฟอร์นิเจอร์บุผ้า มักเกิดควันหนาและลอยช้า ในขณะที่พื้นที่ที่มีอุปกรณ์ไฟฟ้าทำงานต่อเนื่องมีโอกาสเกิดควันอนุภาคเล็กที่ลอยเร็วกว่า การเลือกเซนเซอร์จึงต้องอ้างอิงจากลักษณะไฟไหม้ที่มีแนวโน้มจะเกิดขึ้นในพื้นที่นั้น ไม่ใช่เลือกจากความนิยมของรุ่นหรือยี่ห้อที่พบเห็นทั่วไป
รู้จักเซนเซอร์ทั้งสองประเภท Optical vs Ionization
เซนเซอร์เพื่อตรวจจับควันทั้งสองรูปแบบอย่างแม่นยำ ทั้งควันแบบ Smolding และ Flaming ในปัจจุบันมีอยู่ 2 คือ
1.Optical (Photoelectric) Smoke Detector
Optical หรือ Photoelectric Smoke Detector ใช้ลำแสงและตัวรับสัญญาณตรวจจับการเปลี่ยนแปลงเมื่อมีควันเข้ามาในห้องเซนเซอร์ จึงตอบสนองได้ดีเป็นพิเศษกับไฟที่คุกรุ่นช้า เช่น ผ้า เฟอร์นิเจอร์ หรือวัสดุโฟมที่ให้ควันหนาและอนุภาคใหญ่ ในอาคารพักอาศัยและสำนักงาน เซนเซอร์ชนิดนี้เหมาะกับห้องนอน ห้องนั่งเล่น และโถงอาคารที่อากาศค่อนข้างนิ่ง ช่วยตรวจจับควันที่สะสมอย่างช้า ๆ ได้มีประสิทธิภาพและลดปัญหาเตือนผิดจากฝุ่นเล็กน้อยในอากาศ แต่ในพื้นที่ที่มีไอน้ำหรือไอร้อนเป็นปกติ เช่น ห้องซักล้างหรือโซนงานที่มีไอร้อนมาก อาจเกิดการแจ้งเตือนผิดได้ง่าย จึงต้องพิจารณาตามลักษณะงานจริงของพื้นที่ ไม่ใช่เลือกใช้เพราะเป็นรุ่นที่พบได้ทั่วไปเท่านั้น
2.Ionization Smoke Detector
Ionization Smoke Detector ใช้แหล่งกำเนิดรังสีในระดับต่ำสร้างไอออนในอากาศแล้ววัดการเปลี่ยนแปลงของกระแสไฟฟ้า เมื่อมีควันอนุภาคละเอียดลอยผ่าน สมดุลของไอออนจะถูกรบกวนและทำให้อุปกรณ์ตรวจจับได้แม้ควันยังไม่หนามาก จุดเด่นคือไวต่อไฟลุกเร็ว (Flaming Fire) เช่น สายไฟไหม้ แผงคอนโทรลไฟฟ้าลัดวงจร หรือเชื้อเพลิงที่ติดไฟง่ายในพื้นที่เก็บของของโรงงานและอาคารธุรกิจ ทำให้ระบบ Fire Alarm มีเวลาเผื่อในการเตือนก่อนที่ไฟจะลุกลาม แต่ในพื้นที่ที่มีไอน้ำหรือฝุ่นละเอียดจำนวนมาก หากไม่ได้ออกแบบระบบและเลือกชนิดอุปกรณ์ให้เหมาะสม ก็มีโอกาสเกิดการแจ้งเตือนผิดบ่อยครั้งเช่นกัน
ทั้ง Optical และ Ionization ไม่ได้มีใครดีกว่าอีกฝ่าย แต่ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับพฤติกรรมควันที่ต่างกัน การออกแบบระบบ Fire Alarm ที่ดีจึงไม่ใช่การเลือกเซนเซอร์ประเภทเดียวใช้ทั้งอาคาร แต่คือการจัดวางเซนเซอร์แต่ละแบบให้ตรงกับลักษณะไฟที่มีโอกาสเกิด และรูปแบบควันที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจริงในแต่ละพื้นที่ เพื่อให้ได้ระบบความปลอดภัยที่ทั้งแม่นยำและใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน
เลือก Smoke Detector ให้เหมาะกับประเภทอาคาร
Smoke Detector ทุกประเภทมีหลักการตรวจจับควันที่คล้ายกัน แต่สภาพแวดล้อมในคอนโด โรงงาน และอาคารสำนักงานกลับมีพฤติกรรมควันที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นทิศทางการไหลของอากาศ แหล่งกำเนิดความร้อน พื้นที่ที่เกิดควันบ่อย หรือความสูงของเพดาน แต่ละปัจจัยล้วนมีผลต่อความสามารถในการตรวจจับของหัวตรวจ หากเลือกหัวตรวจชนิดเดียวใช้ทั่วทั้งอาคาร หรือกำหนดระยะติดตั้งเหมือนกันทุกจุด ระบบมักไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่ และเพิ่มโอกาสของการเตือนผิดหรือการเตือนไม่ทันเวลา
การออกแบบให้เหมาะสมจึงเริ่มจากการประเมินว่า ควันมีแนวโน้มเกิดขึ้นในจุดใด และเคลื่อนที่อย่างไรในพื้นที่นั้น สภาพพื้นที่บางส่วนอาจมีไอน้ำ ไขมัน หรือฝุ่นมาก ขณะที่บางจุดอาจมีอุปกรณ์ไฟฟ้าทำงานต่อเนื่องจนเกิดความร้อนสะสม การเลือกหัวตรวจที่ไม่สอดคล้องกับลักษณะพื้นที่เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทีมบำรุงรักษาของ Grand Elite Supplies พบเป็นประจำในหน้างานจริง และมักเป็นต้นเหตุของทั้ง False Alarm และการตอบสนองที่ล่าช้าเมื่อเกิดเหตุไฟไหม้จริง
1.คอนโดและอพาร์ตเมนต์
เหตุไฟไหม้ในอาคารพักอาศัยมักเริ่มจากพฤติกรรมเล็ก ๆ เช่น การทำอาหาร เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ลืมถอดปลั๊ก หรือควันจากการไหม้ช้า ๆ ของวัสดุภายในห้อง ซึ่งมักสร้างควันหนาและเคลื่อนที่ช้า ทำให้ควันกระจุกตัวในระดับต่ำก่อนลอยถึงเพดาน
ปัญหาที่พบบ่อยในคอนโด เช่น
- ควันจากครัวหรือไอน้ำทำให้เซนเซอร์เตือนผิดซ้ำ ๆ
- ห้องขนาดเล็กทำให้ควันสะสมเร็ว แต่กลับลอยช้ากว่าที่คิด
- เซนเซอร์ติดใกล้ช่องแอร์ ทำให้ควันถูกดูดออกก่อนเข้าหาเครื่องตรวจจับ
พื้นที่พักอาศัยส่วนใหญ่ตอบโจทย์กับ Optical Smoke Detector มากกว่า เพราะสามารถตรวจจับการกระเจิงของควันที่หนาและลอยช้าได้ดี ลดการเตือนผิดจากไอน้ำหรือไอร้อนในชีวิตประจำวันได้มากกว่า Ionization
2.โรงงานอุตสาหกรรม
พื้นที่โรงงานมีโครงสร้างและพฤติกรรมไฟที่ต่างจากอาคารทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นไอน้ำจากกระบวนการผลิต ฝุ่นที่ลอยในอากาศ หรือเครื่องจักรหมุนความเร็วสูงที่ทำงานทั้งวัน ทั้งหมดนี้มีผลโดยตรงต่อการทำงานของ Smoke Detector
ปัญหาที่พบในโรงงานบ่อย เช่น
- ฝุ่นละเอียดทำให้เลนส์ของ Optical สกปรกและจับควันช้าลง
- เครื่องจักรไฟฟ้า ทำให้เกิดไฟแบบลุกเร็ว เหมาะกับ Ionization มากกว่า
- โซนผลิตอาหารมีไอน้ำ ต้องใช้ Heat Detector แทนเพื่อหลีกเลี่ยงการเตือนผิด
- เพดานสูงมาก 8 – 12 เมตร ทำให้ควันใช้เวลานานกว่าจะลอยถึงเซนเซอร์
ด้วยสภาพแวดล้อมที่หลากหลาย โรงงานจึงมักต้องใช้เซนเซอร์หลายประเภทผสมกัน เช่น Optical ในโซนทั่วไป Ionization ในห้องคอนโทรล Beam Detector ในเพดานสูง และ Heat Detector ในโซนที่มีไอน้ำตลอดเวลา ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไม Grand Elite ถึงเน้น สำรวจพื้นที่ก่อนเลือกแบบอุปกรณ์ ทุกครั้ง
3.อาคารสำนักงาน
แม้สำนักงานจะดูเป็นพื้นที่เสี่ยงต่ำ แต่ระบบปรับอากาศที่หมุนเวียนลมทั้งวัน สามารถทำให้ควันถูกดึงออก หรือกระจายตัวไกลจากจุดติดตั้งเซนเซอร์ได้ง่าย จึงต้องเลือกอุปกรณ์โดยคำนึงถึง ทิศทางลมในอาคาร เป็นหลัก
ความเสี่ยงที่พบในสำนักงาน เช่น
- ควันถูกดูดเข้าช่อง AHU ก่อนถึงเซนเซอร์
- ห้อง Server Room โซนที่มีการใช้ไฟจำนวนมาก เกิดความร้อนก่อนควัน
- การไหม้ช้า ๆ ในปลั๊กพ่วงสร้างควันบางก่อนหนา
พื้นที่สำนักงานทั่วไปเหมาะกับ Optical Smoke Detector ขณะที่ห้อง UPS หรือ Server Room อาจต้องเสริม Ionization หรือ Multi-criteria sensor เพื่อความรวดเร็วและแม่นยำ
การติดตั้งและดูแล Smoke Detector ให้ทำงานได้จริงในพื้นที่ของคุณ
1) ติดตั้งในตำแหน่งที่ควันลอยถึงได้ง่ายที่สุด
- จุดติดตั้งหลักควรเป็น เพดาน เพราะควันลอยขึ้นก่อนเสมอ
- หลีกเลี่ยงบริเวณที่ลมแรง เช่น ใต้แอร์ ใกล้พัดลมดูดอากาศ หรือช่องลม เพราะควันจะถูกพัดออกก่อนถึงเซนเซอร์
- หากเพดานสูงหรือมีคานเยอะ ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าไม่มีมุมที่ควัน วนค้าง ไม่ไปถึงหัวตรวจ
2) เลือกเซนเซอร์ให้เหมาะกับสภาพแวดล้อมจริง ไม่ใช่เลือกตามรุ่นยอดนิยม
- พื้นที่ที่มีไอน้ำ ไขมัน หรือฝุ่นมาก ครัว โซนผลิตอาหาร ห้องล้างอุปกรณ์ อาจทำให้ Optical Detector เตือนผิดหรือเสื่อมเร็วกว่าปกติ
- พื้นที่เครื่องจักรหรือโซนที่มีการใช้ไฟจำนวนมากมักมีความร้อนเป็นตัวบ่งชี้เหตุผิดปกติมากกว่าควัน ควรใช้ร่วมกับ Heat Detector
- พื้นที่อย่างห้องพัก โถงลิฟต์ สำนักงาน ควรใช้ Smoke Detector เป็นหลักเพราะอากาศนิ่งและควันลอยได้ง่าย
3) วางจำนวนหัวตรวจให้ครอบคลุม โดยไม่เหลือจุดที่เซนเซอร์มองไม่เห็น
- หัวตรวจแต่ละประเภทมี รัศมีครอบคลุม ตามสเปกของผู้ผลิต ไม่สามารถติด 1 ตัวแล้วครอบคลุมพื้นที่ใหญ่ได้เสมอ
- ในอาคารบางแห่ง need Beam Detector หรือ Smoke Detector แบบพิเศษสำหรับเพดานสูง เพื่อให้ครอบคลุมจริง
- จุดบอด (Blind Spot) เกิดขึ้นง่ายมาก หากไม่คำนวณระยะห่างตามมาตรฐาน เช่น ติดชิดผนังเกินไป หรือติดต่ำเกินไป
4) การดูแลรักษาสำคัญพอ ๆ กับการติดตั้ง
- ฝุ่น ไอคราบน้ำมัน หรือความชื้นสะสม ทำให้ความไวของเซนเซอร์ลดลงแบบไม่รู้ตัว
- จำเป็นต้องมีการทดสอบสัญญาณร่วมกับ Fire Alarm Panel ตามรอบบำรุงรักษา เช่น รายไตรมาสหรือรายปี
- ตรวจเช็กสภาพหัวตรวจ การจ่ายไฟ และสัญญาณสื่อสารอย่างสม่ำเสมอ ลดโอกาสเตือนผิดหรือไม่เตือนเมื่อเกิดเหตุจริง
เข้าใจควันให้ถูก ก่อนเลือก Smoke Detector ที่เหมาะกับอาคารของคุณกับ Grand Elite Supplies
การเลือก Smoke Detector ไม่ใช่การเลือกอุปกรณ์ที่แพงที่สุด หรือ รุ่นยอดนิยมที่สุด แต่เป็นการเข้าใจธรรมชาติของควันที่เกิดจากลักษณะไฟไหม้ในพื้นที่ของคุณจริง ๆ ว่ามักเป็นควันหนาแบบลอยช้า หรือควันอนุภาคละเอียดที่มองแทบไม่เห็น เพราะเซนเซอร์แต่ละประเภทตอบสนองต่อควันต่างรูปแบบ และการเลือกผิดเพียงเล็กน้อยสามารถทำให้ระบบ Fire Alarm ทำงานช้า หรือเตือนผิดจนกลายเป็นภาระแก่ผู้ใช้อาคารได้อย่างง่ายดาย
ในพื้นที่พักอาศัย ควันจากการทำอาหาร วัสดุตกแต่ง หรือเฟอร์นิเจอร์มักเป็นควันหนา จึงเหมาะกับ Optical Smoke Detector ขณะที่โรงงานมีทั้งฝุ่น ไอน้ำ และโซนที่มีการใช้ไฟจำนวนมาก ซึ่งเอื้อต่อการเกิดไฟลุกไวแบบ Flaming จึงควรพิจารณา Ionization หรือเสริม Heat Detector ในบางพื้นที่เพื่อความแม่นยำ รวมถึงอาคารสำนักงานที่ระบบปรับอากาศทำให้ควันเคลื่อนตัวต่างจากที่คาด จำเป็นต้องดูทิศทางลมและพฤติกรรมอากาศประกอบด้วย ไม่ใช่ติดตั้งตามผังเดิมทั้งหมด
นอกจากการเลือกเซนเซอร์แล้ว ตำแหน่งติดตั้งและรัศมีครอบคลุมเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดว่าระบบจะทำงานได้ทันเวลาหรือไม่ การติดต่ำเกินไป ติดชิดผนังเกินไป หรือติดใกล้ช่องลมมากเกินไป ล้วนทำให้ Smoke Detector ไม่ได้รับควันแม้ไฟจะเกิดขึ้นแล้วจริง จึงต้องมีการสำรวจพื้นที่ ตรวจทิศทางลม และคำนวณจุดติดตั้งตามมาตรฐาน ไม่ใช่ติดตามแบบเดิมที่ใช้กับทุกอาคารเหมือนกันหมด
สุดท้าย ระบบ Fire Alarm จะเชื่อถือได้ก็ต่อเมื่อมีการตรวจเช็ก ดูแล และทำความสะอาดเซนเซอร์สม่ำเสมอ เพราะฝุ่น ไอน้ำ คราบไขมัน หรือความชื้น สามารถลดประสิทธิภาพการตรวจจับลงได้มากกว่าที่คิด บทบาทของผู้เชี่ยวชาญอย่าง Grand Elite Supplies จึงช่วยเติมเต็มช่องว่างส่วนนี้ ด้วยประสบการณ์ในการจำหน่าย ตรวจเช็ก และบำรุงรักษาอุปกรณ์ Fire Alarm ให้เหมาะกับสภาพพื้นที่ ทำให้เจ้าของอาคารมั่นใจได้ว่าเซนเซอร์ที่ติดตั้งไว้ตอบสนองได้จริง ในวันที่มีเหตุฉุกเฉิน ซึ่งคือหัวใจของการเลือก Smoke Detector ให้เหมาะกับอาคารของคุณอย่างแท้จริง

