วิธีเลือกระบบ Fire Alarm ให้เหมาะกับอาคาร ต้องดูอะไรบ้าง

วิธีเลือกระบบ Fire Alarm ให้เหมาะกับอาคาร ต้องดูอะไรบ้าง

การเลือกระบบ Fire Alarm ต้องดูทั้งรูปแบบระบบ ลักษณะอาคาร ความเสี่ยงในแต่ละพื้นที่ จำนวนอุปกรณ์ และการทำงานเมื่อเกิดเหตุ เพราะอาคารแต่ละแห่งมีเงื่อนไขต่างกัน สำนักงานขนาดเล็กอาจต้องการเพียงการแจ้งตำแหน่งเป็นโซน ขณะที่โรงแรม โรงพยาบาล หรือโรงงานที่มีหลายพื้นที่อาจต้องรู้ตำแหน่งอุปกรณ์ที่แจ้งเหตุ รวมถึงเชื่อม Fire Alarm เข้ากับระบบอื่นของอาคาร ก่อนเลือกรุ่นหรืออุปกรณ์ จึงควรเริ่มจากลักษณะการใช้งานจริง แล้วพิจารณา 6 เรื่องต่อไปนี้

1. เลือกระหว่าง Conventional และ Addressable

Conventional และ Addressable ต่างกันหลัก ๆ ที่วิธีระบุตำแหน่งเหตุในระบบ Fire Alarm Conventional แบ่งพื้นที่เป็น Zone เมื่อเกิด Alarm ตู้ควบคุมจะแจ้งว่าเหตุเกิดในโซนใด ส่วน Addressable กำหนด Address ให้อุปกรณ์แต่ละตัว จึงระบุได้ว่า Detector หรืออุปกรณ์ใดเป็นต้นทางของสัญญาณ

หัวข้อ Conventional Addressable
ตำแหน่งเหตุ แจ้งเป็นโซน แจ้งเป็นรายอุปกรณ์
การตรวจสอบ ตรวจภายในโซน รู้จุดต้นทางได้เร็วกว่า
เมื่ออุปกรณ์มีปัญหา ต้องหาจุดผิดปกติในโซน ระบุอุปกรณ์ที่มีปัญหาได้
อาคารที่เหมาะ พื้นที่ไม่ซับซ้อน อาคารใหญ่หรือมีหลายพื้นที่
การขยาย ดูโซนและวงจรที่เหลือ ดู Loop และ Capacity

ไม่มีระบบ Fire Alarm ไหนเหมาะกับทุกอาคาร หากพื้นที่แบ่ง Zone ได้ง่าย Conventional อาจเพียงพอ แต่ถ้ามีหลายชั้น หลายห้อง หรืออุปกรณ์จำนวนมาก Addressable จะช่วยให้เจ้าหน้าที่รู้ตำแหน่งที่ต้องเข้าไปตรวจสอบได้ละเอียดกว่า

2. ดูลักษณะอาคารและพื้นที่ใช้งาน

ขนาดอาคารเป็นเพียงส่วนหนึ่ง เพราะรูปแบบพื้นที่ จำนวนคน และสภาพแวดล้อมก็มีผลต่อการออกแบบระบบ Fire Alarm เช่นกัน

  • สำนักงานและอาคารขนาดเล็ก: ต้องดูจำนวนห้อง ผังพื้นที่ และการแบ่ง Zone ว่าสามารถระบุตำแหน่งเหตุได้ง่ายหรือไม่
  • โรงแรมและอาคารพักอาศัย: มีห้องและพื้นที่ย่อยจำนวนมาก จึงต้องคำนึงถึงการค้นหาตำแหน่งเหตุ รวมถึง False Alarm ในพื้นที่ที่มีปัจจัยรบกวน
  • โรงพยาบาล: มีพื้นที่ผู้ป่วยและห้องเฉพาะทางหลายประเภท การแบ่งพื้นที่และลำดับการทำงานของระบบต้องสัมพันธ์กับการใช้งาน
  • โรงงานและโกดัง: ต้องดูประเภทสินค้า กระบวนการผลิต ฝุ่น ความร้อน และสภาพแวดล้อมที่อาจมีผลต่อการตรวจจับ

ประเภทอาคารช่วยกำหนดแนวทางได้ แต่การออกแบบระบบ Fire Alarm จริงยังต้องอ้างอิงผัง ความเสี่ยง และข้อกำหนดของแต่ละโครงการ

3. เลือก Detector ให้เหมาะกับแต่ละพื้นที่

หลังจากดูพื้นที่แล้วจึงเลือก Detector ตามสิ่งที่ต้องการตรวจจับ ไม่ควรใช้อุปกรณ์ประเภทเดียวกันทั้งอาคารโดยอัตโนมัติ เพราะห้องทำงาน ห้องเครื่อง พื้นที่ผลิต หรือจุดที่มีฝุ่นและไอน้ำมีสภาพแวดล้อมต่างกัน

  • Smoke Detector: ตรวจจับควัน ใช้ได้กับพื้นที่ทั่วไปหลายประเภท โดยต้องเลือกชนิดและตำแหน่งติดตั้งให้เหมาะสม
  • Heat Detector: ตรวจจับความร้อน เหมาะกับพื้นที่ที่การตรวจจับอุณหภูมิสอดคล้องกับลักษณะความเสี่ยง
  • Multi-Sensor Detector: ใช้ข้อมูลจากเซนเซอร์มากกว่าหนึ่งชนิด เช่น ควันและความร้อน เพื่อประเมินสัญญาณร่วมกัน
  • พื้นที่ที่มีฝุ่นหรือไอน้ำ: ต้องเลือก Detector และตำแหน่งติดตั้งให้เหมาะกับสภาพแวดล้อม เพื่อลดโอกาสเกิด False Alarm

จุดที่ควรดูจึงไม่ใช่ว่า Detector แบบไหนดีที่สุด แต่เป็นพื้นที่นั้นต้องตรวจจับอะไร และมีปัจจัยอะไรที่อาจรบกวนการทำงานของระบบ Fire Alarm

4. คำนวณจำนวนอุปกรณ์ทั้งหมดในระบบ

จำนวนอุปกรณ์มีผลต่อขนาดและความสามารถของระบบ Fire Alarm จึงต้องนับมากกว่า Smoke Detector โดยรวมถึง Heat Detector, Manual Call Point, Bell, Horn, Strobe, Input/Output Module และ Interface ที่ใช้เชื่อมกับระบบอื่น

สำหรับ Conventional ต้องดูจำนวน Zone และอุปกรณ์ที่แต่ละวงจรรองรับ ส่วน Addressable ต้องดูจำนวน Loop และ Capacity ของ Panel เนื่องจากข้อกำหนดเหล่านี้แตกต่างกันตามรุ่นและผู้ผลิต จึงต้องตรวจ Data Sheet ของอุปกรณ์ที่จะใช้จริง ไม่ควรใช้จำนวนมาตรฐานเดียวกันกับทุกระบบ

5. เช็กว่าต้องเชื่อมกับระบบอะไรในอาคาร

ระบบ Fire Alarm บางโครงการไม่ได้ทำหน้าที่เพียงรับสัญญาณจาก Detector และสั่งอุปกรณ์แจ้งเตือน แต่อาจต้องทำงานร่วมกับระบบควบคุมควัน ลิฟต์ ประตูหรือ Access Control ระบบประกาศ BMS หรือระบบอื่นตาม Sequence ที่ออกแบบไว้

หากมีการเชื่อมต่อเหล่านี้ ต้องตรวจตั้งแต่ขั้นเลือก Panel ว่ามี Output, Module, Interface หรือ Protocol ที่รองรับหรือไม่ ไม่ควรสรุปว่า Addressable Panel ทุกรุ่นสามารถเชื่อมกับระบบอื่นได้เหมือนกัน เพราะความสามารถของแต่ละผลิตภัณฑ์ต่างกัน

6. ดูการบำรุงรักษาและการขยายในอนาคต

ระบบ Fire Alarm ต้องได้รับการตรวจสอบและบำรุงรักษาตลอดการใช้งาน จึงควรดูว่าเมื่อเกิด Fault เจ้าหน้าที่สามารถหาจุดผิดปกติได้ง่ายหรือไม่ มีอะไหล่และบริการรองรับระบบต่อเนื่องแค่ไหน

หากมีแผนเพิ่มห้อง ต่อเติมพื้นที่ หรือเพิ่มอุปกรณ์ในอนาคต ควรดูด้วยว่าระบบสามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวได้หรือไม่ แต่ไม่จำเป็นต้องเลือกระบบใหญ่เกินความต้องการเพียงเพื่อเผื่อไว้ ควรประเมินจากแผนขยายที่มีโอกาสเกิดขึ้นจริง

เลือกระบบ Fire Alarm จากการใช้งานจริงของอาคาร

ระบบ Fire Alarm ที่เหมาะจึงไม่ได้ตัดสินจากอุปกรณ์เพียงตัวเดียว แต่ต้องให้ประเภทระบบ Detector จำนวนอุปกรณ์ และการเชื่อมต่อสัมพันธ์กับลักษณะของอาคาร เมื่อกำหนดความต้องการเหล่านี้ได้แล้ว จึงค่อยเลือกรุ่นและอุปกรณ์ตามแบบและข้อกำหนดของโครงการ

Grand Elite Supplies ให้บริการด้านระบบ Fire Alarm และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องแบบครบวงจร ทีมงานสามารถช่วยประเมินรูปแบบระบบและอุปกรณ์ตามลักษณะอาคารของคุณ เพื่อให้ได้ระบบที่เหมาะกับการใช้งานจริงและดูแลง่ายในระยะยาว หากต้องการคำปรึกษาเกี่ยวกับการเลือกระบบ Fire Alarm สำหรับโครงการของคุณ ติดต่อทีมงาน Grand Elite Supplies เพื่อขอคำแนะนำได้ตั้งแต่วันนี้

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับระบบ Fire alarm

อาคารเดียวกันใช้ Detector หลายประเภทได้ไหม?

ได้ และควรเลือกตามสภาพแวดล้อมและความเสี่ยงของแต่ละพื้นที่ ไม่จำเป็นต้องใช้ Detector ประเภทเดียวกันทั้งอาคาร

จำนวน Detector มีผลต่อการเลือกระบบ Fire Alarm หรือไม่?

มี เพราะจำนวนและประเภทอุปกรณ์มีผลต่อ Zone, Loop และ Capacity ที่ Panel ต้องรองรับ

ระบบ Fire Alarm เชื่อมกับ BMS ได้ทุกระบบไหม?

ไม่ทุกระบบ ต้องตรวจ Panel, Module, Interface หรือ Protocol ของรุ่นที่จะใช้ว่ารองรับการเชื่อมต่อที่โครงการต้องการหรือไม่